เร่งมือบิ๊กโปรเจ็กต์บูมอีอีซี “อู่ตะเภา-ไอสปีด-2 ท่าเรือ” ดูดลงทุน

รัฐเร่งก่อสร้างโปรเจ็กต์สำคัญ อีอีซีระยะ 2 ปี 64 โฟกัส ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน 2 ท่าเรือเฟส 3 มาบตาพุด-แหลมฉบัง รันเวย์ 2 -ศูนย์การแพทย์ อู่ตะเภา แม่เหล็กดูดลงทุน พร้อมแตะเบรก 20 โครงการ งบปี 66

รัฐบาลเร่งพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยกระดับบทบาทประเทศไทย เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจของเอเชีย โดยทุ่มเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งแบบไร้รอยต่อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ดึงนักลงทุนเข้าพื้นที่

สำหรับแผนพัฒนาในพื้นที่อีอีซี รวม 168 โครงการ วงเงิน 9.88 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 3 ระยะ 1. ระยะเร่งด่วนระหว่างปี 2560-2561 เป็นโครงการที่เร่งดำเนินการทันทีเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่อีอีซี จำนวน 99 โครงการ วงเงิน 2.92 แสนล้านบาท  2. ระยะกลางระหว่างปี 2562-2564 จำนวน 62 โครงการ วงเงิน 4.14 แสนล้านบาท เป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องจากระยะเร่งด่วนเพื่อให้โครงข่ายการคมนาคมขนส่งสามารถรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ระยะต่อไประหว่าง ปี 2565 เป็นต้นไป  จำนวน 7 โครงการ วงเงิน 2.52 แสนล้านบาท เป็นโครงการเพื่อรองรับการพัฒนาพื้นที่อีอีซี รวมถึงเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับภูมิภาคอื่นและกับประเทศเพื่อนบ้าน

รายงานข่าวจากสำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า สนข.ได้ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในระยะที่ 2 ปี 2564 ซึ่งพบว่าโครงการส่วนใหญ่ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 69 โครงการ คิดเป็น 41% และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง จำนวน 65 โครงการ คิดเป็น 39% โดยเป็นโครงการที่เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานเป็นรูปแบบลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) จำนวน 6 โครงการ คิดเป็น 3% และโครงการที่ยกเลิกออกจากแผนปฏิบัติการฯ จำนวน 8 โครงการ คิดเป็น 5%

ทั้งนี้โครงการสำคัญที่เร่งดำเนินการก่อสร้างในปี 2564 จำนวน 65 โครงการ อย่าง โครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพ-ระยอง เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค มีเป้าหมายส่งมอบพื้นที่ภายในเดือนกันยายนนี้

ขณะนี้ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ดอีอีซี) ได้พิจารณาผลการเจรจาคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนแล้ว อยู่ระหว่างส่งสัญญาร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา และเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ

โครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 ของท่าอากาศยานอู่ตะเภา อยู่ระหว่างการเสนอรายงานการวิเคราะห์ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เช่นเดียวกับโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงาน EHIA เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริงและขออนุญาตขุดลอกร่องน้ำทางเรือเดินจากกรมเจ้าท่า (จท.) ให้เป็นไปตามมาตรา 120 แห่ง พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456

ส่วน โครงการก่อสร้างทางหลวงสาย 3 พัทยา-สัตหีบ ตอน 1-3 (ทล.) ยังติดปัญหาเกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภค โครงการพัฒนาศูนย์การแพทย์ระดับสากล (Medical Hub) กองทัพเรือ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ปัจจุบันอยู่ระหว่างการของบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ เป็นต้น

สำหรับโครงการที่ยังไม่ดำเนินการและขอรับจัดสรรงบประมาณในปี 2566 จำนวน  20  โครงการ  เช่น 1. โครงการก่อสร้างถนนโลจิสติกส์สาย 36-ทช.ชบ.3009 (เชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง) จังหวัดชลบุรี วงเงิน 1,796 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างสำรวจออกแบบในปี 2567 2. โครงการก่อสร้างถนนสาย ก ผังเมืองรวมชลบุรี จังหวัดชลบุรี  วงเงิน 681 ล้านบาท ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการออกแบบ มีแผนสำรวจออกแบบ ปี 2566 เป็นต้น

3. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายชลบุรี-นครราชสีมา (ช่วงแหลมฉบัง-ปราจีนบุรี-ทล.359) วงเงิน 70,500 ล้านบาท ขณะนี้โครงการได้สำรวจศึกษาแล้วเสร็จ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ 4. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความจุทางรถไฟ ช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา ระยะทาง 125 กิโลเมตร (กม.) และโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด ระยะทาง 70 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 35,340 ล้านบาท  ยังไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณในปี 2565

5. โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ช่วงศรีราชา-ระยอง ระยะทาง 61 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน  9,383 ล้านบาท  6.โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ช่วงมาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด ระยะทาง 218 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 15,155 ล้านบาท 7.โครงการทางเดี่ยวสายใหม่ ช่วงมาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด ระยะทาง 218 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 39,247 ล้านบาท ทั้ง 3 โครงการได้ศึกษาความเหมาะสมแล้วเสร็จ โดยคาดว่าจะดำเนินการได้หลังปี 2570

ส่วนโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ พบว่าเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น บางโครงการไม่สามารถจัดหาที่ดินได้ ทำให้ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณด้านการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินตามแผนที่กำหนดไว้ โครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การก่อสร้างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โครงการมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้ากว่ากำหนดเนื่องจากมีการอุทธรณ์จากผู้เสนอราคา โครงการติดปัญหาด้านระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ

ที่มา : https://www.thansettakij.com/economy/495577

 

Scroll Up