รื้อแล้ว! “อาคาร-สิ่งปลูกสร้าง” บุกรุกพื้นที่สร้างรถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน

การรถไฟฯ ลุยรื้อย้ายอาคาร-สิ่งปลูกสร้างชาวบ้าน บุกรุกพื้นที่ก่อสร้างรถไฟไฮสปีด 3 สนามบินแล้ว หวั่นหากล่าช้าจะเกิดความเสียหายต่อรัฐ เดินเครื่องมอบพื้นที่ให้เอกชน คาดส่งมอบพื้นที่ส่วนผู้บุกรุกได้ 24 ก.ค.นี้ ขณะที่งานรื้อย้ายสาธารณูปโภค ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา คาดจบใน ก.ค. นี้

นายสมยุทธ์ เรือนงาม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการพัฒนาที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารโครงการพัฒนาที่ดิน รฟท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กรมชลประทาน นำกำลังเข้าดำเนินการรื้อถอนย้ายอาคาร และสิ่งปลูกสร้าง ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในแนวโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน บริเวณแนวเส้นทางรถไฟโรงเรียนบ้านเขาชีจรรย์ หมู่ 11 ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นที่เรียบร้อย เพื่อทำให้โครงการที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ต่อประเทศนี้ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เดินหน้าต่อไปได้

นายสมยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในการแก้ปัญหาผู้บุกรุกในเขตทางก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในส่วนของ รฟท. ได้แก้ปัญหาแล้วเสร็จไปแล้ว 100% คงเหลืออีก 2 ราย ในพื้นที่ของกรมชลประทาน ที่ รฟท. ขอใช้พื้นที่ในเขตทางโครงการเท่านั้น ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้มีการทำความเข้าใจกับผู้บุกรุกมาตลอด โดยหลังการดำเนินการแก้ไขปัญหาผู้บุกรุกแล้วเสร็จ รฟท. มีแผนในการดำเนินการส่งมอบพื้นที่ให้เอกชน ผู้ได้รับสัมปทานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในวันที่ 24 ก.ค.65

นายสมยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับความก้าวหน้าการรื้อย้ายสาธารณูปโภค ในเดือน เม.ย.65 ประกอบด้วย งานรื้อย้ายสาธารณูปโภค ช่วงสุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา หน่วยงานเจ้าของสาธารณูปโภคลงพื้นที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 357 จุด (609 งาน) จากทั้งหมด 400 จุด (668 งาน) โดยมีสาธารณูปโภคที่ดำเนินการรื้อย้าย จำนวน 135 งาน ดำเนินการแล้ว 76 งาน คงเหลืองานรื้อย้าย 59 งาน ซึ่งการรื้อย้ายสาธารณูปโภคงานสุดท้ายจะรื้อย้ายแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค. 65 ส่วนงานรื้อย้ายสาธารณูปโภค ช่วงพญาไท-ดอนเมือง ลงพื้นที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 18 จุด (18 งาน) จากทั้งหมด 68 จุด (67 งาน)

นายสมยุทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ปัญหาผู้บุกรุก พื้นที่เขตทางรถไฟ และพื้นที่บางส่วนของกรมชลประทาน ที่อยู่ในแนวเส้นทางก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำความเข้าใจ และเจรจาไปแล้วหลายครั้ง ถึงความจำเป็นต้องเร่งส่งพื้นที่ให้กับผู้รับเหมา เพื่อดำเนินการปรับสภาพเส้นทาง รองรับการก่อสร้างโครงการดังกล่าวตามสัญญา ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการเจรจา เพื่อจ่ายค่าทดแทนให้ชาวบ้านทั้ง 2 รายไปแล้ว จากเดิมได้มีการประเมินราคาค่าทดแทน และมีการทำสัญญากันไป ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ.64 รายที่ 1 ได้รับค่าทดแทน 1,920,600 บาท รายที่ 2 ได้รับค่าทดแทน 821,929 บาท แต่ทั้ง 2 ราย จะต้องยื่นเอกสารแสดงสิทธิการเช่าที่ดิน กับกรมชลประทานก่อนให้ครบถ้วน แต่ปรากฏว่าผู้ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถแสดงสิทธิได้ รฟท.จึงไม่สามารถจ่ายค่าทดแทนตามข้อตกลงดังกล่าว

ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนค่าทดแทนตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด โดยระบุให้ผู้เสียหาย ได้รับค่าทดแทนส่วนหนึ่ง โดย รฟท. ได้มีหนังสือแจ้งประกาศครอบครองไปยังคู่กรณี แต่ชาวบ้านทั้ง 2 ราย ไม่ยินยอม ในกรณีดังกล่าว รฟท. ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากผู้ร้องขอไม่สามารถแสดงสิทธิในที่อยู่อาศัยได้ ก็จะกลายเป็นการบุกรุกที่ดินของรัฐ ไม่สามารถจ่ายค่าทดแทนได้ ต่อมา รฟท.ก็ยังได้พิจารณาจัดสรรค่าทดแทนบางส่วนเพื่อช่วยเหลือ

และล่าสุด รฟท. ได้ทำหนังสือแจ้งผู้อาศัยให้มารับเงินค่าทดแทนตามกำหนดเมื่อวันที่ 18 ม.ค.65 แต่ทั้ง 2 ราย ยังไม่ยินยอม รฟท.จึงต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเจรจาต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือ จึงจำเป็นต้องเข้าดำเนินรื้อถอนตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ตามกำหนด หลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการที่รัฐส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับเหมาล่าช้า และเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชนส่วนรวม

ทั้งนี้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา มีระยะทาง 220 กิโลเมตร (กม.) 9 สถานี มูลค่าโครงการ 224,500 ล้านบาท เป็นโครงการช่วยสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ EEC ช่วยพัฒนาที่ก่อให้เกิดการลงทุน การท่องเที่ยว ต่อประเทศต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในอนาคต

 

ที่มา – https://www.dailynews.co.th/news/1064571/

Scroll Up